ประวัติเมืองพิษณุโลก

......................................... ........ ..... ..............................................................................


สถานที่ตั้งเมืองสองแควเดิม
ปัจุบันคือที่ตั้งของ วัดจุฬามณี

ตำนานเมืองพิษณุโลก

  พิษณุโลกมีประวัติศาสตร์อันยาวนานควบคู่กับประเทศไทย โดยมี
ชื่อเรียกต่าง ๆ กันในศิลาจารึก ตำนาน นิทาน และพงศาวดาร เช่น สองแคว
สระหลวง สองแควทวิสาขะ ไทยวนที
    ความเป็นมา..เดิมเมืองพิษณุโลกเป็นเมืองเก่าสมัยขอมอยู่ห่างจาก
ที่ตั้งเมืองปัจจุบันลงไปทางทิศใต้ประมาณ 5 กิโลเมตร เรียกว่า "เมืองสองแคว"
ที่เรียกเช่นนี้ เพราะตั้งอยู่ระหว่างแม่น้ำสองสายคือแม่น้ำน่านกับแม่น้ำเหตุ
เแต่ปัจจุบันแม่น้ำแควน้อยปลี่ยนทางเดินห่างออกจากตัวเมืองไปแควน้อย

ประมาณ 10 กิโลเมตร ที่ตั้งตัวเมืองเก่าในปัจจุบันคือ บริเวณวัดจุฬามณี
ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่ ของพิษณุโลก
  เมื่อประมาณพุทธศักราช 1900 สมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชา(ลิไท)
ได้โปรด ให้ย้ายเมืองสองแคว มาตั้งอยู่ ณ บริเวณตัวเมืองในปัจจุบันและยัง
คงเรียกกันติดปากว่า เมืองสองแคว เรื่อยมา
 

สมัยก่อนกรุงสุโขทัย

--->

ก่อนราชวงศ์พระร่วงซึ่งมีพ่อขุนศรีอินทราทิตย์เป็นต้นราชวงศ์ขึ้น
ครองกรุงสุโขทัย เมื่อปลายพุทธศตวรรษที่ 18 ราชวงศ์ที่มีอำนาจครอบคลุม
ดินแดนแถบนี้คือ ราชวงศ์ ศรีนาวนำถม
   

พ่อขุนศรีนาวนำถม เสวยราชเมืองเชลียง ตั้งแต่ราว พ.ศ.1762

พระองค์ทรงมีพระโอรส 2 พระองค์ ได้แก่
    1. พ่อขุนผาเมืองครองเมืองราด
    2. พระยาคำแหงพระราม ครองเมืองพิษณุโลก
ภายหลังพ่อขุนศรีนาวนำถมสิ้นพระชนม์
  ---> ขอมสมาดโขนลำพง เข้ายึด เมืองศรีสัชนาลัยสุโขทัยไว้ได้พ่อขุนผาเมือง
และพระสหาย คือพ่อขุนบางกลางหาวร่วมกันปราบปรามจนได้ชัยชนะ พ่อขุน ผาเมือง จึงยกเมืองสุโขทัย ให้ขุนบางกลางหาว ตั้งราชวงศ์พระร่วงครองเมืองสุโขทัยและ ได้เฉลิมพระนามเป็น พ่อขุนศรีอินทราทิตย์
     
 

สมัยกรุงสุโขทัย

---> เมืองสองแคว(พิษณุโลก)อยู่ในอำนาจของราชวงศ์ผาเมือง จนกระทั่งใน
รัชกาลพ่อขุนรามคำแหงมหาราช จึงได้ยึดเมืองสองแคว ซึ่งเดิมเคยเป็นส่วน
หนึ่งของอาณาจักรสุโขทัย ครั้นสมัยพระมหาธรรมราชาที่1(ลิไท) ได้เสด็จมา
ประทับที่เมืองสองแควพระองค์ได้เอาพระทัยใส่ทำนุบำรุงนำความเจริญเป็น
อย่างยิ่งเช่น การสร้างเหมืองฝายสนับสนุนให้มีการขยายพื้นที่เพาะปลูก
สร้างทางคมนาคมจากเมืองพิษณุโลก ไปเมืองสุโขทัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ได้มีการสร้างพระพุทธชินราช พระพุทธชินศรี และ พระศรีศาสดา

เพื่อประดิษฐานไว้ในพระวิหารวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ (วัดใหญ่)

............................................... .......................................................... ..............................................

พระพุทธรูป 3 พี่น้องที่สร้างขึ้นปีเมื่อ พ.ศ.1900 เมื่อสร้างเสร็จอัญเชิญประดิษฐาน ณ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรวิหาร

พระพุทธชินราช

พระพุทธชินศรี

พระศรีศาสดา

หน้าตักกว้าง 5 ศอกคืบ 5 นิ้ว

หน้าตักกว้าง 5 ศอกคืบ 4 นิ้ว

หน้าตักกว้าง 4 ศอกคืบ 6นิ้ว

ปัจจุบันยังประดิษฐาน ณ ที่เดิม ปัจจุบันองค์จริงประดิษฐานอยู่ที่วัดบวรนิเวศวิหาร ปัจจุบันองค์จริงประดิษฐานอยู่ที่วัดพระเชตุพน
       

พระวิหารวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร

--->

ความเจริญรุ่งเรืองของเมืองพิษณุโลกในช่วงที่พระเจ้าลิไท เสด็จมา
ประทับเท่าที่หลักฐานเหลืออยู่ น่าจะชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของพิษณุโลก
ในช่วงนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเป็นศูนย์กลาง การติดต่อที่สำคัญของลุ่มน้ำน่าน
    พิษณุโลกในช่วงรัชกาลพระเจ้าศรีสุริยวงศ์บรมปาล ไม่พบว่ามี

บทบาทนอกเหนือราชที่เมืองพิษณุโลก

    ต่อมาระหว่าง พ.ศ.1981-1994 จึงเอาใจออกห่างเป็นกบฏพา
พลเมืองไปร่วมกับพระเจ้าเชียงใหม่ ทางอยุธยาจึงส่งเจ้านายขึ้น มาปกครอง
เมืองพิษณุโลก แล้วผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรอยุธยา
 

สมัยกรุงศรีอยุธยา

--->

พิษณุโลกสมัยอยุธยามีความสำคัญยิ่งทางด้านการเมืองการปกครอง์
ยุทธศาสตรเศรษฐกิจ ศาสนาและศิลปวัฒนธรรมพิษณุโลกเป็นราชธานี
ในรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ตั้งแต่ พ.ศ.200-2031 รวม 25 ปี
นับว่าระยะนี้เป็นยุคทองของพิษณุโลก
    ในสมัยของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ครั้งดำรงตำแหน่ง
พระมหาอุปราชณ เมืองพิษณุโลก ระหว่าง พ.ศ.2112-2133 ได้ทรงปลุกสำนึกให้ชาวพิษณุโลก
เป็นนักกอบกู้เอกราชเพื่อชาติไทย ทรงสถาปนา พิษณุโลกเป็นเมืองเอก เป็นการประสานต่อ
ความเจริญรุ่งเรืองจากอดีตมาจนถึงปัจจุบัน

--->

ด้านเศรษฐกิจ เนื่องจากพิษณุโลกตั้งอยู่บนเส้นทางระหว่างรัฐ
ทางเหนือคือล้านนาและกรุงศรีอยุธยาทางใต้ ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐทั้งสอง บางครั้งเป็นไมตรีกัน บางครั้งขัดแย้งกันทำสงครามต่อกัน มีผลให้เมืองพิษณุโลกได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมประเพณี ทั้ง 2 รัฐโดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ พิษณุโลกเป็นเส้นทาง สินค้า ของป่าและผลิตผลทางการเกษตร รวมทั้ง เครื่องถ้วย โดยอาศัยการคมนาคม ผ่านลำน้ำน่านสู่กรุงศรีอยุธยา ซึ่งขณะนั้นเป็น ศูนย์กลางของ การค้านานาชาติแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเซียตะวันตกเฉียงใต้ ในปัจจุบันที่พิษณุโลกมีหลักฐานชัดเจน ว่าเป็นแหล่งผลิต เครื่องถ้วยคุณภาพดี ซึ่งมีอยู่ทั่วไปบริเวณ ฝั่งแม่น้ำน่านและแม่น้ำแควน้อย โดยเฉพาะที่วัดตาปะขาวหายพบเตาเผาเครื่องถ้วยเป็นจำนวนมาก พร้อมเครื่อง ถ้วยจำพวกโอ่ง อ่าง ไห ฯลฯ เครื่องถ้วยเหล่านี้ นอกจาก จะใช้ในท้องถิ่น แล้วยังเป็น สินค้าส่งออก ไปขายต่างประเทศด้วย วินิจฉัยว่าน่าจะเป็นแหล่งอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในสมัย พระบรมไตร โลกนาถ นับว่าเมืองพิษณุโลกมีความ สำคัญยิ่ง ทางเศรษฐกิจ คือเป็นแหล่งทรัพยากร ของ กรุงศรีอยุธยา

-->

ด้านการปกครอง สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ปฏิรูปการปกครอง่
ครั้งใหญจัดระเบียบการปกครองที่เรียกว่า จตุสดมภ์ ได้แก่ เวียง วัง คลัง นา มีอัครเสนาบดี เป็นผู้ช่วย ในการบริหารงานคือ สมุหกลาโหมสมุหนายกหัวเมืองฝ่ายใต้ อยู่ในความดูแล ของสมุหกลาโหม และหัวเมืองชายทะเล อยู่ในความ ดูแลของกรมท่า

-->

ด้านศาสนา แม้ว่าเมืองพิษณุโลกจะเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในสงคราม
ระหว่างอาณาจักรล้านนา-อยุธยาและพม่า-กรุงศรีอยุธยา มาตลอดแต่การพระศาสนา ก็มิได้ถูกละเลย ดังปรากฏหลักฐานทาง โบราณวัตถุ โบราณสถาน ชี้ให้เห็นชัดเจนว่า พระพุทธรูป และวัด ปรากฏในปัจจุบัน เช่น พระพุทธชินราช พระพุทธชินศรี พระศรีศาสดา วัดพระศรี รัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร(วัดใหญ่) วัดจุฬามณี วัดอรัญญิก วัดนางพญา วัดราชบูรณะ และวัด เจดีย์ยอดทอง เป็นต้น ล้วนเป็นศิลปวัฒนธรรม สมัย กรุงศรีอยุธยา หรือมิฉะนั้นก็ได้มีการบูรณะ ปฏิสังขรณ์ของเดิม ที่มีมาครั้ง กรุงสุโขทัย แสดงว่าด้าน พระศาสนา ได้มี การบำรุงมาโดยตลอด
  ในสมัยรัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถได้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างอาคาร
วัดจุฬามณีขึ้นในปี พ.ศ.2007 และพระองค์ได้ทรงสละราชสมบัติออกผนวช ณ วัดจุฬามณี อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก เมื่อปี พ.ศ.2008 เป็นเวลา 8 เดือน 15 วัน มีข้าราชบริพาร ตามเสด็จออกบวชถึง 2,348 รูป และในปี พ.ศ.2025 ทรงมี พระบรมราชโองการให้บูรณะ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ และให้มีการสมโภชถึง 15 วัน พร้อมกันนั้นได้โปรดให้นักปราชญ์ ราชบัญฑิตแต่งมหาชาติคำหลวง จบ 13 กัณฑ์ บริบูรณ์ด้วย ต่อมาในสมัยรัชกาลสมเด็จพระ นารายณ์มหาราช ได้ทรงสร้างรอยพระพุทธบาทจำลอง เมื่อ พ.ศ.2222 และโปรดเกล้าฯ ให้ประดิษฐานไว้ ณ วัดจุฬามณี พร้อมทั้งจารึกเหตุการณ์ สำคัญทางศาสนาในสมัยพระบรมไตร โลกนาถไว้บนแผ่นศิลาด้วย

------>

ด้านวรรณกรรม หนังสือมหาชาติคำหลวงได้รับการยกย่องจากวงวรรณกรรม
ว่าเป็นวรรณคดีโบราณชั้นเยี่ยม นอกจากนี้ยังมี วรรณคดีสำคัญ ที่นักปราชญ์เชื่อว่า นิพนธ์ขึ้นในรัชสมัย สมเด็จ พระบรมไตรโลกนาถ เช่น ลิลิตญวนพ่าย ลิลิตพระลอ โคลงทวาทศมาศ และกำศรวลศรีปราชญ์ เป็นต้น

------->

เมืองพิษณุโลกในสมัยอยุธยาเคยเป็นทั้งราชธานี เมืองลูกหลวงและเมืองเอก
ฉะนั้นจึงได้รับความอุปถัมภ์ทะนุบำรุงในทุกๆ ด้านสืบต่อกันมานอกจากบางระยะ เวลาที่พิษณุโลกอยู่ในสภาวะ สงคราม โดยเฉพาะสงครามเสียกรุงศรีอยุธยา ทั้ง 2 ครั้ง ความรุ่งเรืองที่เคยปรากฏก็ถดถอยลงบ้าง แต่ในที่สุดก็หล่อหลอม เป็นวัฒนธรรมของชาวไทย มาจนถึงปัจจุบัน
       

สมัยกรุงธนบุรี

สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงเห็นว่าพิษณุโลกเป็นเมืองยุทธศาสตร์

ที่สำคัญควรมีผู้ที่เข้มแข็งที่มีความสามารถเป็นเจ้าเมือง จึงทรงแต่งตั้งเจ้า
พระยายมราช(กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท)เป็น "เจ้าพระยา สุรสีห์
"พิษณุวาธิราช สำเร็จราชการเมืองพิษณุโลกโดยขึ้น ต่อกรุงธนบุรี เมื่อได้ทรง
เแต่งตั้งผู้ปกครองหัวมือง ฝ่ายเหนือจนครบถ้วนแล้ว จึงเสด็จกลับไปยังกรุง
ธนบุรี
    พ.ศ. 2318 อะแซหวุ่นกี้ แม่ทัพพม่าผู้ชำนาญการรบ

ได้วางแผนยกทัพมาตหัวเมืองฝ่ายเหนือของไทย ตีได้เมืองตาก เมืองสวรรคโลก บ้านกงธานี และมาพัก กองทัพอยู่ที่กรุงสุโขทัย ขณะนั้น เจ้า พระยาจักรี และเจ้าพระยาสุรสีห์กำลังยกกองทัพขึ้นไปตีเชียงแสน เมื่อทราบข่าวข้าศึก จึงรีบยกทัพกลับมารับทัพพม่า ที่เมืองพิษณุโลกก่อนที่ อะแซหวุ่นกี้ยกทัพมาตั้ง ค่ายล้อมเมืองพิษณุโลก กองทัพพม่าพยายามเข้าตีค่ายไทยหลายครั้ง แต่เจ้าพระยาจักรี และ เจ้าพระยาสุรสีห์ ได้ช่วยป้องกันเมืองเป็นสามารถทั้งที่ทหารน้อยกว่าแต่ไม่สามารถชนะกันได้ อะแซหวุ่นกี้ ถึงกับกล่าวยกย่องแม่ทัพฝ่ายไทยและขอให้ทั้ง 2 ฝ่ายหยุดรบกัน 1 วัน ทหารทั้งสองฝ่าย รับประทาน อาหารร่วมกันด้วย เมื่อแม่ทัพไทยและแม่ทัพพม่ายืนม้าเจรจากันในสนามรบ อะแซหวุ่นกี้ก็เห็น รูปลักษณะของ เจ้าพระยาจักรีแล้วจึงได้กล่าวสรรเสริญว่า ".ท่านนี้รูปงามฝีมือก็เข้มแข็ง อาจสู้รบกับเราผู้เป็นผู้เฒ่าได้ จงอุตส่าห์รักษาตัว ไว้ ภายหน้าจะได้เป็นกษัตริย์."และบอกเจ้าพระยาจักรี ว่า....

"จงรักษาเมืองไว้ให้มั่นคงเถิดเราจะตีเอาเมืองพิษณุโลกให้จงได้ ในครั้งนี้ "

  สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี เมื่อทราบข่าวอะแซหวุ่นกี้ ยกกองทัพใหญ่มาตี
หัวเมืองฝ่ายเหนือของไทย พระองค์จึงยกทัพใหญ่ขึ้นไปช่วยหัวเมืองฝ่ายเหนือทันทีฝ่ายอะแซหวุ่นกี้ ทราบข่าวว่า กองทัพไทย มาตั้งค่ายเพื่อช่วยเหลือเมืองพิษณุโลกจึงแบ่งกำลังพลไปตั้งมั่น ที่วัดจุฬามณี ฝั่งตะวนตก อะแซหวุ่นกี้เห็นว่าถ้าชักช้าไม่ทันการณ์จึงสั่งให้ทัพพม่า ที่กรุงสุโขทัยไปตีเมืองกำแพงเพชร และกองทัพเมืองกำแพงเพชร ไปตีเมือง นครสวรรค์ และสั่งให้กองทัพพม่าอีกกองทัพหนึ่งยกไปตีกรุง ธนบุรี การวางแผนของอะแซหวุ่นกี้เช่นนี้ เป็นการตัด กำลังฝ่ายไทย ไม่ให้ช่วย เมืองพิษณุโลก และต้องการให้ กองทัพไทยระส่ำระสาย
  ในที่สุดสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงมีพระราชดำริ เห็นว่าไทยเสียเปรียบ
ีเพราะมีกำลังทหารน้อยกว่า จึงควรถอยทัพกลับไปตั้งมั่นรับทัพพม่าที่กรุงธนบุรี
  เจ้าพระยาจักรีเห็นว่าไทยขาดเสบียงอาหารและใกล้จะหมดทางสู้ จึงตัดสินใจ
พาไพร่พลและประชาชนชายหญิง ทั้งหมดตีหักค่ายพม่า ออกจากเมืองพิษณุโลก ไปทางทิศตะวันออก ได้สำเร็จพาทัพผ่าน บ้านมุง บ้านดงชมพู ข้ามเขาบรรทัด ไปตั้งรวมรี้พลอยู่ที่เมือง เพชรบูรณ์ พม่าล้อม เมืองพิษณุโลก นาน ถึง 4 เดือน เมื่อเข้าเมืองได้ ก็พบแต่เมืองร้าง อะแซหวุ่นกี้ จึงสั่งเผาผลาญทำลาย บ้านเมือง พิษณุโลกพินาศจนหมดสิ้น คงเหลือเฉพาะวัดพระศรี รัตนมหาธาตุ เท่านั้น
 

สมัยกรุงรัตนโกสินทร์

  สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นนั้นตั้งแต่ช่วงพระบาทสมเด็จพระพุทธยอด
ฟ้าจุฬาโลกจนถึงก่อนปฏิรูปการปกครองในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอม
เกล้าเจ้าอยู่หัวยังคงจัดระเบียบการปกครองออกเป็นจตุสดมภ์แต่ในส่วนภูมิ
ภาคมีการแบ่งเขตการปกครองเป็นหัวเมืองชั้นใน หัวเมืองชั้นนอกและเป็น
ประเทศราช
  เมืองพิษณุโลกมีฐานะเป็นเมืองเอกที่มีขนาดใหญ่ที่สุด
ในหัวเมืองฝ่ายเหนือของประเทศไทย มีประชากรทั้งสิ้น ประมาณ15,000 คน
ซึ่งมีชาวจีน ประมาณ 1,112 คน และมีเมืองต่างๆ อยู่ในอำนาจการปกครองดูแล หลายหัวเมืองด้วยกัน เช่น เมืองนครไทย ไทยบุรี ศรีภิรมย์ พรหมพิราม ชุมสรสำแดง ชุมแสงสงครามพิพัฒน์ นครชุมทศการ นครพามาก เมืองการ เมืองคำ ประชาชนส่วนใหญ่ ประกอบอาชีพสำคัญ คือ ทำนา ทำไร่ หาของป่า ทำไม้ และการเกณฑ์แรงงานไพร่ พ.ศ. 2409 พระบาทสมเด็จ พระจอม เกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระอุสาหะเสด็จประพาส เมือง เหนืออีกครั้งหนึ่ง โดยเสด็จทางเรือ พระที่นั่งอรรคราชวรเดช และ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะนั้นกำลังทรงผนวชเป็นสามเณรก็ได้ตามเสด็จมาด้วย เมื่อเสด็จ ถึงเมือง พิษณุโลก ได้ทรงประทับ และทรง สมโภช พระพุธชินราชอยู่ 2 วัน จึงเสด็จกลับ ต่อมาพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 รัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 (เมื่อครั้งยังดำรงพระยศเป็น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช) ได้เสด็จประพา เมือง พิษณุโลก ทุกพระองค์ ได้ทรง พระราชนิพนธ์ เรื่องต่างๆที่พระองค์ได้เสด็จไปทอดพระเนตรในระหว่าง เสด็จประพาส เช่น เรื่องเที่ยวเมืองพระร่วง พระราชปรารภเรื่องพระพุธชินราช และเรื่องลิลิตพายัพ เป็นต้น เอกสาร ดังกล่าวเหล่านี้ ปัจจุบันมีคุณค่าอย่างยิ่ง ทางด้าน ประวัติศาสตร์ ส่วนรัชกาลที่ 5 นั้น พระองค์ทรง ประทับ พระทัย ในความศักดิ์สิทธิ์ และความสวยงามขององค์พระพุธชิน ราช ถึงกับโปรด ให้จำลองพระพุทธรูป พระพุทธชินราชไปเป็น พระประธานในพระอุโบสถ วัดเบญจมบพิตร ซึ่งพระองค์ทรง สร้างขึ้นในสมัยนั้น และเมืองพิษณุโลกได้พัฒนา..สืบสานจากแต่โบราณ..จนถึงปัจจุบัน

      ชาวแพแห่งพิษณุโลกเมื่ออดีต (พ.ศ.2524)

ปรับข้อมูครั้งสุดท้าย เมื่อ 10/07/03 17:41:41 SE Asia Standard Time โดยศักดิ์นิคม ขุนกำแหง