ประวัติการสหกรณ์ในประเทศไทย
                มูลเหตุการจัดตั้งสหกรณ์ในประเทศไทยนั้น  สืบเนื่องมาจากชาวนาในปลายสมัยรัชกาลที่  5  ส่วนมากมีฐานยากจนและมีหนี้สินล้นพ้นตัว     การทำนาในขณะนั้นต้องใช้ทุนรอนในการผลิตมากขึ้นกว่าที่เคยทำมาด้วยแต่เดิมการค้าขายยังไม่เจริญก้าวหน้าชาวนาของเราส่วนมากจึงเพียง
ปลูกข้าวพอเลี้ยงครองครัวไปชั่วปีหนึ่ง ๆ ต่อมาเมื่อได้มีการค้าขายภายในประเทศและติดต่อทำการค้าขายกับชาวต่างประเทศมากขึ้น  ข้างจึงเป็นสินค้าสำคัญที่ประเทศไทยเริ่มส่งไปขายยังต่างประเทศมากขึ้น  คิดส่วนเฉลี่ยในขณะนั้นปีหนึ่งประมาณหนึ่งล้านตัน  ทำให้ชาวนาเกิดความต้องการที่จะขยายการทำกินให้กว้างขวางออกไป  เพื่อผลิตข้าวให้ได้ปริมาณเพิ่มขึ้นสำหรับเป็นสินค้าส่งไปขายยังต่างประเทศ  และมีเหลือเพื่อบริโภคพอเพียงกับจำนวนพลเมืองที่ทวีมากขึ้นตามความเจริญของบ้านเมือง  ความต้องการในการค้าข้าวจึงเพิ่มขึ้นตามลำดับ
            กล่าวโดยทั่วไปแล้ว  ชาวนาของเราส่วนมากมีฐานะปานกลางและยากจน  เมื่อบังเกิดความจำเป็นที่จะขยายการผลิตข้าวให้มากขึ้น  ก็ต้องขวนขวายหาเงินมาลงทุนทำนา  เพื่อมุ่งหวังสร้างฐานะและสภาพความเป็นอยู่ของตนให้ดีขึ้น  แต่เงินที่จะนำมาลงทุนในการทำนาส่วนใหญ่มักจะเป็นเงินกู้ยืมจากคหบดีหรือพ่อค้า  ซึ่งต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราสูง  ทั้งเสียเปรียบเจ้าหนี้ในวิธีการทำสัญญากู้และส่งเงินชำระหนี้ด้วยประการต่าง ๆ เพราะขาดการศึกษาประกอบกับการทำนาบางปีชาวนาประสบภัยธรรมชาติ  ได้ข้าวไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยและในขณะนั้น  ราคาข้าวก็ตกลงมาก  ไม่คุ้มกับการลงทุนลงแรงทำนา  ครั้นเมื่อบ้านเมืองเจริญขึ้นการคมนาคมสะดวก  การค้าขายขยายตัวตามออกไป  ค่าใช้จ่ายในการครองชีพก็ยิ่งทวีขึ้นเป็นลำดับหาทางที่จะประหยัดได้ยาก  นอกจากนี้ยังมีชาวนาบางคนลุ่มหลงในอบายมุข  เหตุดังกล่าวนี้ทำให้ฐานะของชาวนายากจนลง  มีหนี้สินรุงรัง  บางรายถึงกับถูกเจ้าหนี้ยึดกรรมสิทธิ์ที่ดินไปทำให้ชาวนาทั่ว ๆ ไปในสมัยนั้นตกอยู่ในฐานะลำบาก  เพราะไม่สามารถแก้ไขฐานะความเป็นอยู่ของตนให้ดีขึ้น  การที่ชาวนาส่วนมากมีหนี้สินและมีความเป็นอยู่อย่างยากจนนี้  รัฐบาลตั้งแต่ปลายรัชกาลที่  5  จึงคิดที่จะแก้ไขภาวะเศรษฐกิจในการครองชีพของชาวนาให้สูงขึ้น  โดยจัดตั้งธนาคารเกษตร  (Agricultural Bank)  ให้มีสาขาแผ่ไปในส่วนภูมิภาคเพื่อช่วยเหลือให้สินเชื่อการเกษตรแก่ชาวนาที่ยากจน  แต่มาขัดข้องอยู่ที่ปัญหาในเรื่องหลักประกันเงินกู้และการควบคุมมิให้ชาวนาที่กู้ยืมเงินจากธนาคารทอดทิ้งที่นาและหลบหนี้ได้  ความคิดนี้จึงเป็นอันล้มเลิกไป
                ครั้นต่อมาในปี  พ.ศ.  2456  เมื่อบริษัทแบงก์สยามกัมมาจล  จำกัด  (ต่อมาเปลี่ยนเป็นธนาคารไทยพาณิชย์  จำกัด)  ประสบวิกฤตการณ์  กระทรวงพระคลังมหาสมบัติ  (ปัจจุบันคือกระทรวงการคลัง)  ต้องเข้าช่วยเหลือเพิ่มหุ้นและเงินทุนให้  ประกอบกับในสมัยนั้นบริษัทแบงก์สยามกัมมาจลฯ  ยังดำเนินการในฐานะธนาคารขายเงินซื้อเงิน (Exchange Bank)  แข่งกันกับธนาคารอื่นไม่ได้ถนัด  เพราะมีตัวแทนเป็นจำนวนน้อยในต่างประเทศทางราชการจึงคิดจะปรับปรุงแก้ไขให้แบงก์สยามกัมมาจลฯ  ได้เป็นธนาคารให้ราษฎรกู้ยืมเงินไปทำทุนในการผลิตและปลดเปลื้องหนี้สิน  (Loan Bank)  ทำนองเดียวกับธนาคารแห่งเบงกอล , ธนาคารแห่งมัทราส และธนาคารแห่งบอมเบย์  ในประเทศไทย
                ฉะนั้น  เพื่อที่จะดัดแปลงให้แบงก์สยามกัมมาจลฯ  ได้ดำเนินการเป็นธนาคารประเภทนี้ต่อไป  กระทรวงพระคลังมหาสมบัติจึงได้เชิญ  นายเบอร์นาร์ด  ฮันเตอร์  (Bernard Hunter)  ต่อมาได้รับยศเป็นเซอร์  หัวหน้าธนาคารแห่งมัทราสเข้ามาสำรวจในหลักการเกี่ยวกับเรื่องนี้เมื่อปี  พ.ศ.  2457  แล้วจึงรายงานผลให้กระทรวงพระคลังมหาสมบัติทราบพร้อมกับเสนอแนะให้รัฐบาลชักชวนบริษัทแบงก์สยามกัมมาจลฯ  โอนทุนเดิมของบริษัทเข้ามาเป็นรากฐานก่อตั้งธนาคารขึ้นใหม่  โดยกระทรวงพระคลังฯ  จะเพิ่มทุนให้รวมกับทุนเดิมเป็นจำนวนเงินหกล้านบาท  และให้เรียกธนาคารที่จะตั้งขึ้นใหม่นี้ว่า  "ธนาคารให้กู้ยืมแห่งชาติ"  (National Loan Bank)  ดำเนินกิจการให้ราษฎรกู้ยืมเงิน  โดยยึดถือที่ดินและหลักทรัพย์อื่นเป็นหลักประกัน  ส่วนการควบคุมมิให้ชาวนาที่กู้ยืมเงินทอดทิ้งที่นาและหลบหนี้สิน  ซึ่งเป็นปัญหาที่ยังคิดแก้ไขไม่ตกมาแต่ครั้งเมื่อดำริจะจัดตั้งธนาคารเกษตรนั้น  นายเบอร์นาร์ด  ฮันเตอร์  แนะนำว่า  สมาคมซึ่งประชาชนรวบรวมกันจัดตั้งขึ้นเพื่อทำการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน  เรียกว่า  "Co - operation"  ซึ่งพระราชวรวงศ์เธอ  กรมหมื่นพิทยาลงกรณ  ทรงบัญญัติศัพท์ภาษาไทยขึ้นแทนไว้อย่างแนบเนียนตรงความหมาย  และใช้กันมาจนตราบเท่าทุกวันนี้ว่า  "สหกรณ์"  นั้น  เป็นหลักประกันอันมั่นคง  สมควรที่ธนาคารรูปนี้จะให้สมาคมสหกรณ์ดังกล่าวกู้ยืมเงินเป็นอย่างยิ่ง  แต่การที่จะปฏิรูปบริษัทแบงก์สยามกัมมาจลฯ  มาเป็นธนาคารให้กู้ยืมแห่งชาติเสียแล้ว  ธนาคารพาณิชย์ของคนไทยก็จะไม่มีเหลืออยู่เลย  ประกอบกับการขายเงิน  ซื้อเงิน  ซึ่งธนาคารกระทำอยู่ในขณะนั้นได้ผลดีเป็นที่ประจักษ์  ความดำริของทางราชการที่จะดัดแปลงบริษัทแบงก์สยามกัมมาจลฯ  เป็นธนาคารให้กู้ยืมแห่งชาติจึงเป็นอันระงับไป  แต่อย่างไรก็ดี  การที่นายเบอร์นาร์ด  ฮันเตอร์  เข้ามาสำรวจตรวจตราและให้ความคิดเห็นเพื่อตั้งธนาคารให้กู้ยืมแห่งชาติคราวนั้น  เป็นมูลเหตุอันเที่ยงแท้ที่ควรจารึกไว้ได้ว่า  ได้ทำให้กระทรวงพระคลังมหาสมบัติบังเกิดความคิดเห็นที่จะชักนำเอาวิธีการสหกรณ์เข้ามาใช้ในประเทศไทยเพื่อแก้ไขภาวะความเป็นอยู่ของราษฏรชาวนาที่ได้รับความเดือดร้อนในเรื่องหนี้สินและยากจนให้ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในขณะนั้น
                การที่กระทรวงพระคลังมหาสมบัติคิดจะทดลองจัดตั้งสหกรณ์ขึ้น  ก็เพื่อช่วยเหลือจัดหาทุนรอนให้ชาวนาชั้นกลางและชั้นเล็ก  ชำระหนี้สินที่ต้องเสียดอกเบี้ยให้แก่เจ้าหนี้ในอัตราสูงและนำไปลงทุนในการทำนาต่อไป  โดยมีพระราชวรวงค์เธอ  กรมหมื่นพิทยาลงกรณ  เป็นประธานในการเลือกเฟ้นระบบวิธีการสหกรณ์ในนานาประเทศ  มาปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสมกับสภาพความเป็นอยู่ของชาวนาในสมัยนั้น  ในที่สุดได้ตกลงรับเอาวิธีการสหกรณ์ประเภทหาทุนแบบไรฟไฟเซน  (Raiffeisen)  ซึ่งมีขึ้นในประเทศเยอรมันนี้เป็นแห่งแรกเพื่อความมุ่งหมายที่จะอุปถัมภ์คนจนผู้ประกอบกสิกรรมย่อย ๆ เหมาะสมแก่การช่วยเหลือชาวนาชั้นเล็กเป็นอย่างยิ่ง  สหกรณ์แบบนี้มีแดนจำกัด  ประกอบด้วยสมาชิกที่มีบ้านเรือนอยู่ใกล้เคียงกัน  จึงมีโอกาสรู้จักกันดีและสามารถควบคุมดูแลซึ่งกันและกันได้  ปัญหาที่เคยวิตกว่าชาวนาผู้กู้ยืมจะทอดทิ้งนาและหลบหนี้ก็เป็นอันหมดสิ้นไป  เพราะสมาชิกทุกคนมีความรับผิดชอบในหนี้สินของสหกรณ์ซึ่งตนเป็นสมาชิกร่วมกันและแทนกัน  ย่อมจะควบคุมดูแลกันเองได้
                ในสมัยที่จะเริ่มการสหกรณ์ขึ้นในประเทศไทยนั้น  บรรดาเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองชั้นผู้ใหญ่  เช่น  อุปราช  สมุหเทศาภิบาล  ก็ยังไม่ทราบเรื่องการสหกรณ์กันมากนั้น  จึงจำเป็นต้องดำเนินการให้ความรู้ในหลักและวิธีการสหกรณ์นี้ไปปรากฎในหมู่เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองก่อน  ฉะนั้น  ในการประชุมสมุหเทศาภิบาล  ณ  หอรัษฎากรพิพัฒน์  เมื่อวันที่  17  พฤศจิกายน  พ.ศ.  2458  ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นในการดำเนินงานเพื่อชักนำการสหกรณ์มาสู่ประเทศไทย  กระทรวงพระคลังมหาสมบัติจึงได้เชิญบรรดาอุปราชและสมุหเทศาภิบาลสำเร็จราชการมณฑลต่าง ๆ มาปรึกษาหารือและชี้แจงถึงข้อดำรินี้ว่า  จะมีทางจัดตั้งสหกรณ์ขึ้นได้เป็นผลสำเร็จในท้องที่มณฑลนั้น ๆ ในภายหน้าบ้างหรือไม่ประการใด  ความประสงค์ในขั้นต้นก็เพียงแต่จะจัดทดลองดูในท้องที่ที่สะดวกและมีช่องทางสำเร็จมากที่สุดสัก  2  แห่งก่อน  เมื่อเห็นลู่ทางว่าเป็นผลดีจึงจะขายให้กว้างขวางออกไปและเพื่อให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองได้มีความเข้าใจเรื่องสหกรณ์  กรมพาณิชย์และสถิติพยากรณ์จึงได้ทำหนังสือชื่อ  "สหกรณ์"  แก่ผู้ที่มาประชุมและแก่ผู้ว่าราชการจังหวัดต่าง ๆ ด้วย
                หนังสือเผยแพร่ที่ชื่อ  "สหกรณ์"  นี้พระราชวรวงศ์เธอ  กรมหมื่นพิทยาลงกรณ  ทรงนิพนธ์ขึ้นด้วยความช่วยเหลือแนะนำของนาย  เจ. เอ. เคบิล  (J. A. CABLE)  ที่ปรึกษากรมพาณิชย์และสถิติพยากรณ์

การเลือกพื้นที่เพื่อจัดตั้งสหกรณ์
                ปี  พ.ศ.  2459
                เมื่อรัฐบาลได้แต่งตั้งอธิบดีกรมพาณิชย์และสถิติพยากรณ์  เป็นนายทะเบียนสหกรณ์เพื่อให้มีอำนาจดำเนินการจัดตั้งและรับจดทะเบียนสหกรณ์แล้วปัญหาต่อไปก็คือ  จะเริ่มจัดตั้งสหกรณ์ขึ้นในจังหวัดใดก่อนจึงจะเหมาะสม  และมีลู่ทางที่จะขยายงานให้แพร่หลายต่อไปได้  ซึ่งในที่สุดก็ตกลงว่าจะจัดตั้งสหกรณ์เพื่อช่วยเหบือเกษตรกรบางตำบลในท้องที่จังหวัดพิษณุโลก  เป็นการทดลองก่อน
                เหตุที่เลือกจังหวัดพิษณุโลก  เป็นที่ทดลองจัดตั้งสหกรณ์แห่งแรกก็เพราะปรากฎจากการสำรวจในขณะนั้นว่า  ฐานะความเป็นอยู่ของราษฎรค่อนข้างยากจน  ทั้งยังมีราษฎรเพิ่มมาก่อร่างสร้างตนทำมาหากินใหม่  เพราะทางภาคเหนือยังมีที่ว่างพอจับจองทำนาได้อีกมาก  ถ้าหากพวกนี้มีทุนในการประกอบอาชีพก็จะตั้งเนื้อตั้งตัวได้เร็วขึ้น  และจะได้ช่วยชักนำราษฎรจังหวัดอื่นที่อยู่หนาแน่นให้ออกไปทำการหักร้างถางพงทำกินต่อไปด้วย  ประการสำคัญที่สุดคือได้รับการสนับสนุนสนใจ  จากฝ่ายบ้านเมืองเป็นอย่างมาก  ซึ่งพระประกาศสหกรณ์ได้เขียนไว้ในประสบการณ์เกี่ยวกับการจัดสหกรณ์ในหนังสือ  50  ปีของการจัดสหกรณ์ไว้ตอนหนึ่งว่า  "การริเริ่มจัดตั้งสหกรณ์หาทุนในจังหวัดพิษณุโลก  เป็นแห่งแรกนั้น  พระยาสุรบดินทร์  สุรินทร์ฤาไชย  (พร  จารุจินดา)  สมุหเทศาภิบาลมณฑลพิษณุโลก  เป็นผู้สนใจในงานสหกรณ์และได้ร้องให้จัดตั้งเป็นตัวอย่างในจังหวัดพิษณุโลกก่อน"

ต่อไป.....